บทที่ 5 ตอนที่ 5

“ภิญพักผ่อนเถอะนะ ขอบใจมากที่เป็นห่วงนิ่ม แล้วนิ่มจะโทรไปหาใหม่นะ บายจ้ะ”

นาบุญเป็นคนตัดสายสนทนาก่อน หญิงสาวโยนโทรศัพท์มือถือลงกับที่นอนข้างตัวอย่างไม่ไยดี ขณะทำท่าขบคิดถึงแผนการที่ตัวเองเตรียมไว้จับสเตฟาโนให้อยู่หมัด หากเขาเดินทางมากรุงเทพฯ ในวันสองวันนี้จริงๆ หล่อนก็ต้องพร้อมที่จะเดินตามเกมที่วางเอาไว้

ต่อให้ฉลาดสักแค่ไหน ก็ไม่มีทางสู้มารยาหญิงของหล่อนได้หรอก ยังไงซะสเตฟาโน เมเนนเดซ ผู้ชายที่มีคุณสมบัติตามที่คุณปู่ต้องการ ก็ไม่มีทางวิ่งหนีอุ้งมือของหล่อนพ้น เขาจะต้องแต่งงานกับหล่อน และหล่อนก็จะหย่ากับเขาทันทีเมื่อครบหนึ่งเดือน

“แล้วเราจะได้เจอกัน สเตฟาโน เมเนนเดซ”

นาบุญนั่งยิ้มแฉ่งด้วยความพึงพอใจกับความคิดของตัวเองอยู่บนเตียงอย่างมีความสุข โดยหารู้ไม่ว่าหายนะลูกใหญ่กำลังจะมาเยือนในอีกไม่ช้านี้ หายนะที่ไม่มีวันที่หล่อนจะรับมือมันได้เลย

ในที่สุดสิ่งที่แองเจลอสคาดไว้ก็เป็นจริง เมื่อสเตฟาโนพี่ชายบินด่วนด้วยเครื่องบินส่วนตัวตรงมาถึงเมืองไทยตอนบ่ายโมงตรง และแน่นอนว่าตอนนี้ชายหนุ่มล่วงรู้แล้วล่ะว่าใครกันที่เป็นคนทำให้ชีวิตของเขากลายเป็นจุดสนใจไปทั่วโลกแบบนี้

กรามกระด้างที่มีรอยสีเขียวจางๆ เนื่องจากหนวดพึ่งถูกจำกัดไปขบกันตลอดเวลา ดวงตาคมกริบสีถ่านลุกโชนด้วยกองไฟกัลป์ ร่างสูงใหญ่ก้าวยาวๆ ออกมายังส่วนบริการผู้โดยสารขาเข้า ผู้คนจำนวนมากเดินผ่านไปมาแต่ก็ไม่ได้ทำให้สเตฟาโนสะดุดตาเท่ากับใบหน้าหวานๆ ที่ล้อมกรอบด้วยเส้นผมยาวสลวยที่ปล่อยสยายอยู่เต็มแผ่นหลัง สีดำขลับของมันไม่ผิดเพี้ยนจากสีของนกเป็ดน้ำสักนิด

รอยยิ้มพึงพอใจของเขาเริ่มชัดขึ้นเมื่อเจ้าหล่อนเดินมาหยุดตรงหน้าในระยะที่ห่างกันไม่ถึงหนึ่งฟุต ดวงตากลมโตสีเดียวกับเส้นผมที่อยู่ใต้คิ้วโก่งดุจคันศรช่างหวานฉ่ำหยดย้อยจนเขาไม่อาจจะละสายตาจากเจ้าหล่อนได้เลยแม้แต่วินาทีเดียว แต่ที่ทำให้ลมหายใจของเขาสะดุดก็คือกลีบปากสีกุหลาบแดงสดสวยที่อยู่ต่ำกว่าจมูกโด่งเชิดนั้น มันแย้มเผยอคล้ายกับรอคอยอะไรสักอย่าง

‘ให้ตายเถอะ ทำไมถึงรู้สึกว่ากายหนุ่มรุ่มร้อนจนแทบระเบิดแบบนี้นะ’

สเตฟาโนสบถอยู่ในอกอย่างดุเดือดที่ร่างกายของตัวเองมีปฏิกิริยาตอบรับเสน่ห์นางของแม่ผู้หญิงที่ไม่รู้จักแม้แต่ชื่อตรงหน้ารุนแรงแบบนี้ มันเป็นครั้งแรกที่ผู้หญิงสามารถดึงความสนใจของเขาได้นานเกินหนึ่งวินาที ชายหนุ่มพยายามจะละสายตาจากความงดงามเบื้องหน้า แต่ก็ทำไม่สำเร็จ สายตาของเขายังคงดื่มด่ำกับกลีบปากอิ่ม ไล่ต่ำลงมายังลำคอระหงที่โผล่พ้นเสื้อแขนกุดคอลึกจนเห็นร่องอกรำไร

‘บ้าชะมัด!’

“ฉันมารับคุณ...”

คำพูดจากกลีบปากอิ่มสีกุหลาบแดงระเรื่อช่วยให้สเตฟาโนหลุดพ้นจากไร้อาการร้อนรุ่มได้อย่างชะงัดเลยทีเดียว ชายหนุ่มขยับตัวเล็กน้อย ฉาบใบหน้าด้วยความเย็นชาไร้ความรู้สึกเหมือนเช่นทุกครั้ง พร้อมๆ กับหรี่ตามองคู่สนทนาแสนสวยด้วยความข้องใจเมื่อสมองที่หยุดทำงานเพราะความสวยของเจ้าหล่อนกลับมาทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพยอดเยี่ยมเช่นเดิม

“ว่าไงนะ?”

นาบุญฉีกยิ้มหวานมองสเตฟาโน เมเนนเดซ ผู้ชายที่ตัวเองกำลังจะมัดมือชกให้เป็นสามีของตัวเองด้วยความพึงพอใจที่ปิดไม่มิด สเตฟาโนหล่อมากขึ้นกว่าเมื่อเดือนก่อนเสียอีก แถมยังดูดีมากกว่าเดิมอีกหลายเท่า หรือจะพูดให้ถูกก็คือผู้ชายคนนี้หล่อแบบไม่บันยะบันยังเลยให้ตายสิ ยิ่งได้มอง ไอ้ความรู้สึกครั่นเนื้อครั่นตัวด้วยความร้อนวูบวาบก็ยิ่งกำเริบอย่างบ้าคลั่ง ช่องท้องบีบรัดอย่างรุนแรงเมื่อได้สบตากับพยัคฆ์ร้ายอย่างสเตฟาโน เมเนนเดซในระยะกระชั้นชิดแบบนี้

‘ทำไมถึงได้รู้สึกว่าหัวใจเต้นแรงเร็วคล้ายกับพึ่งไปวิ่งมาราธอนรอบโลกมานะ?’ นาบุญร้องถามตัวเองแต่ก็ไม่ได้คำตอบนอกจากก้มหน้ายอมจำนนต่อความหล่อระเบิดระเบ้อของผู้ชายตรงหน้า

‘ใจเย็นไว้นิ่ม หมอนี่เป็นแค่หมากในชีวิตรักของเธอเท่านั้น ท่องเอาไว้สเตฟาโนเป็นแค่หมากเท่านั้น’

สาวน้อยทั้งร้องเตือน ร้องสั่งตัวเอง แต่ไม่ว่าจะร้องแรกแหกกระเชอแค่ไหน หัวใจของหล่อนก็ยังเต้นระส่ำไม่ยอมหยุดอยู่ดี แถมมันยังทำท่าจะกระโดดเข้าใส่ผู้ชายตรงหน้าราวกับเสือสาวผู้หื่นหิวอีกต่างหาก น่าละอาย น่าทุเรศที่สุด แต่จะทำยังไงได้ล่ะในเมื่อผู้ชายคนนี้มีเสน่ห์สุดกู่ และไอ้เสน่ห์นี้มันก็มีผลต่อหัวใจของหล่อนโดยตรงเลยทีเดียว มันทำให้ดวงใจน้อยๆ ของหล่อนเอียงกระเท่เร่อย่างน่าเวทนา

ยิ่งแสงไฟนวลตาจากโคมไฟระย้าที่ติดไว้ด้านบนส่องรอบศีรษะแสนทระนงของเขาด้วยแล้ว ผู้ชายตรงหน้าก็ไม่ต่างจากเทพบุตรเดินดินดีๆ นี่เอง เขาดูลึกลับแสนอันตราย แต่ก็น่าหลงใหลได้ในเวลาเดียวกัน

“ฉัน... มารับคุณค่ะ”

ดวงตาสีนิลถูกล้อมกรอบด้วยแพขนตาที่ผู้หญิงหลายต่อหลายคนยอมตายเพื่อให้ได้มันมาอัดแน่นไปด้วยความเคลือบแคลงขณะจ้องหน้าหล่อนเขม็ง

“ผมจำได้ว่าเราไม่เคยรู้จักกัน” ริมฝีปากบางเฉียบแต่ได้รูปสีสดบิดเบี้ยวคล้ายกับไม่พอใจกับเหตุการณ์ตรงหน้าอย่างมาก

“แต่มันก็ไม่แปลกหรอกนะว่าทำไมผมถึงจำคุณไม่ได้ เพราะปกติผมไม่เคยจำหน้าผู้หญิงที่ตัวเองโละทิ้งได้สักที”

บทก่อนหน้า
บทถัดไป